วิเคราะห์โดย คุณบัญชา ชุมชัยเวทย์

ปัจจัยของเศรษฐกิจในต่างประเทศ

1 เศรษฐกิจโลกจะได้รับการปรับลดตัวเลขลง – แสดงว่าเศรษฐกิจโลกจะไปต่อไม่ถึงเป้าหมาย

ด้วยเหตุผลที่ว่า เช่น  อเมริกาจะมีการขึ้นดอกเบี้ย เพราะถึงวงจรการขยายตัวแล้ว

2 วิกฤตเศรษฐกิจสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจรัสเซียมีขนาดใหญ่อันดับ 11 ของโลก เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบนอกกลุ่มสมาชิกโอเป็กใหญ่อันดับ 1 ของโลก ด้วยปริมาณ 7 ล้านตันของน้ำมันดิบที่จะออกสู่ตลาด ในปัจจุบันโดนมาตรการคว่ำบาตรนานาชาติของอเมริกา สหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ยุโรป แคนาดา เอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ละตินอเมริกา บราซิล ซึ่งทำให้เศรษฐกิจรัสเซียมีแนวโน้มกลับไปเกิด หนี้รัสเซียเหมือนกับในปี 1998 มีความเป้นไปได้สูงหากสงครามยังไม่หยุด

3 สินค้าโภคภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  1 โลหะมีค่า นิกเกิล ไททาเนียม พาราเดียม ทองแดง (cropper) ตั้งแต่ปีที่แล้วราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาที่แพงอยู่แล้ว เพราะขึ้นราคามาเฉลี่ยต่อตัว 45-50% แพงเพราะว่ามีการอัดกระตุ้นราคาทางเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัว และมีความต้องการใ้ช้วัตถุดิบดลหะมีค่าเพื่อไปผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิพคอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังไม่พอ จึงเกิดปัญหาขาดแคลน แต่ในปีนี้นิกเกิล โลหะมีค่า มีราคาพุ่งถึง 101,000 ดอลล่าสหรัฐต่อตัน จนทำให้ตลาดการซื้อขายนิกเกิลที่ลอนดอล Mercantile exchange ต้องประกาศหยุดการซื้อขายเป็นครั้งแรกในรอบ 145 ปี เพราะราคาแพงเป็นประวัติกาล

นิเเกิล เป็นสารที่ไปทำเป็นตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้าและแบตเตอร์รี่ในรถยนต์

  2 สินค้าในกลุ่มโภคภัณฑ์ในน้ำมันกับทองคำ ในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบไปถึง 139 ดอลล่าสหรัฐต่อบาเรล รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซียได้ออกมาพูดว่าถ้าคว่ำบาตรไม่รับน้ำมันดิบจากรัสเซีย น้ำมันดิบในตลาดโลกจะราคาขึ้นถึง 300 ดอลล่าสหรัฐ 

หลายธนาคารทั่วโลก เช่น ธนาคารโกลด์แมนแซคส์ ของสหรัฐปรับราคาใหม่ ในสิ้นปีจะเป้น 135 สหรัฐต่อบาเรล ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสงครามรัสเซีย ยูเครน

ปัจจัยวิกฤตเงินเฟ้อโลก

ธนาคาร เจ พี มอ ร์ แกน – มีการประเมินเงินเฟ้อทั่วโลกปีนี้จะสูงถึง 6% ซึ่งโลกเข้าสู่ภาวะต้นทุนวัตถุดิบแพง ราคาสินค้าขายส่ง ขายปลีกแพง กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกฉุดลง จากภาวะเงินเฟ้อที่ขึ้นไป 6% ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่น่าห่วง

ปัจจัยต่อมาของเศรษฐกิจโลกปีนี้คือ

เศรษฐกิจจีนที่เป็นอันดับใหญ่ของโลก ได้ออกมาพูดว่าปีนี้เศรษฐกิจของเขาโตที่ 5.5% ในปีที่ผ่านมาโตอยู่ที่ 8.1% แสดงให้เห้นว่ามีการชะลอตัวลงอย่างมาก

ยิ่งเศรษฐกิจอเมริกาเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพราะมีการเติบโตขึ้น บวกกับเศรษฐกิจจีนที่โตแค่ 5.5% และมามองเศรษฐกิจรัสเซียที่โตอันดับ 11 ของโลก ถ้าวิกฤตยืดเยื้อ จะนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะรัฐบาลรัสเซียปี 1998  จนทำให้เกิดสภาวะสหภาพโซเวียดล่มสลาย คือสิ่งที่เป็นปัจจัยที่ร้อนแรง

ทำไมจึงมีการทบทวนเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้น

ถ้าหากไม่เกิดสงครามรัสเซีย ยูเครน

ตัวที่เป็นปัจจัยเมื่อ 2 ปีก่อน คือ โควิด-19 ในปีนี้เริ่มจะผ่อนคลายไปในทางที่ดีในต่างประเทศ ในหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการในหลายๆประเทศ แม้ว่ามีตัวเลขยอดติดแต่ควบคุมได้

ซึ่งโควิด 19 ในปีนี้จะไม่เป้นปัจจัยหนัก เพราะขึ้นอยู่กับการกลายพันธุ์

สิ่งที่คุมไม่ได้

-น้ำมัน

-วัตถุดิบราคาแพง

-วิกฤตรัสเซีย ยูเครน

-ภาวะเงินเฟ้อโลก

-โรคระบาดโควิด 19

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกคือ มีความผันผวนต่อไป มีความไม่แน่นอนสูง มีความเปาระบางในการที่จะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงการเมืองระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาวะเงินเฟ้อ ที่จะไปดึงกำลังซื้อและทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้า อาหารัตว์พุ่งสูงขึ้นนี่คือปัจจัยของต่างประเทศ

ปัจจัยในไทย

ปีนี้ทั้งสภาพัฒ นักวิจัยเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังบอกไว้ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ 3.5-4% แต่หลังจากวันที่ 24 ก.พ. เหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน 3 สถาบันแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย ได้ลดเป้า GDP ประเทศไทยลง

ในสัปดาห์หน้าแบ่งชาติจะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง

ปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย ในตอนแรกเขาบอกว่า GDP จะโต 4%

แต่ถ้าสถานการณ์รัสเซีย ยูเครน ยืดเยื้อต่อไป เช่น นำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนกับรัสเซียจบไม่ลงและพัฒนาไปสู่สงครามที่มีความรุนแรงมากขึ้น เงินเฟ้อคุมไม่ได้ ซึ่งทำให้เป้าหมาย GDP ของประเทศไทยไม่น่าถึง 4% อาจจะลงไปที่3.5%

ในขณะเดียวกันอาจจะลงสุดที่ 3% ในปี 63 เราลบ 6% ปี64 เราโต 1.6% ในปี 65 เราตั้งเป้าที่ 4% ใน 3ปีนี้จึงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการทบทวนตัวเลข GDP

เงินบาทเทียบกับดอลล่าสหรัฐในต้นปีเกือยจะเป็นไปได้ดี แต่เมื่อเจอวิกฤตรัสเซีย ยูเครน ทำให้นักลงทุนไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือเงินดอลล่า ในปีนี้อัตราเฉลี่ยบาทเทียบกับดอลล่าสหรัฐยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อาจจะแข็งค่าขึ้นมาบางช่วงบางตอนขึ้นยู่กับการโยกเงินเข้าเงินออกของเงินทึนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราศาลหนี้บ้านเรา

ต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดภาวะไม่แน่นอนอะไรก็แล้วแต่ หุ้นที่มีราคาแพงในภาคตะวันตกก็จะมีการโยกเงินต่างชาติเข้ามาในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่หรือเอเชีย ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน (16:15) ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นผลดีต่อการส่งออกของประเทศไทย

ราคาขายต่างประเทศเราดี แต่การนำเข้าวัตถุดิบ เรากำลังเจอปัจจัยที่ว่า twin cost of expend for disporter หมายความว่า

1 การที่ค่าเงินบาท นำวัตถุดิบเข้ามาต้นทุนจะเป็นอย่างไร

2 วัตถุดิบในต่างประเทศขณะที่ยังไม่นำเข้า มีราคาแพงสูงสุดเป็นประวัติการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ข้าวโพด ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง มีราคาแพงจากต่างประเทศอยู่แล้วยิ่งมาเจอค่าเงินบาทที่อ่อนอีก

เป็นปีที่ 2 ในการบริหารต้นทุนอย่างท้าทายต่อเนื่อง

3 เงินเฟ้อ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเงินเฟ้อในประเทศไทยอยู่ที่ 3% หลุดเป้าเงินเฟ้อของแบงค์ชาติ

ถ้าหลุดนานๆแบงค์ชาติจะมีปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการภาวะเศรษฐกิจอย่างแน่นอน อาจจะเลือกการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลายๆคนคิดว่าอาจจะไม่ขึ้นเพราะวิกฤตยูเครน รัสเซีย

กำลังซื้อของแต่ละคนเปลี่ยน จะถูกฉุดลงไปอย่างที่คิดไม่ถึง สินค้าหลายอย่างขึ้นราคาทั้ง ไข่ไก่ น้ำมันแพง แต่ในขณะเดียวกันเงินเดือนไม่ขึ้นราคา เพราะเงินเดือนมักจะขึ้นกลางปีกับปลายปี รายได้ขึ้นบ้างแต่ไม่ได้ดีเหมือนกับ 2 ปีที่ผ่านมาเพราะสภาพเศราฐกิจพยายามที่จะอยู่ร่วมกับโควิด พยายามที่จะเปิดประเทศ พยายามที่จะอยู่ร่วมกับหลายๆคนให้ทำงานต่อไปให้ได้แต่ไม่ 100%

แสดงให้เห็นว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขเงินเฟ้อกดกำลังซื้อของผู้บริโภค

4 หนี้ครัวเรือน พนี้ครัวเรือนของประเทศไทยจะขึ้นไปแตะอยู่ที่ 15 ล้านล้าน สิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 14.96 ล้านล้าน แสดงว่าครัวเรือนมีการกู้ยืมเงินจากการวัดในระบบ ถ้าขึ้นไปถึง 15 ล้านล้านบาท

ลองคิดภาพตามดูว่า 1 รายได้ไม่ขยับขึ้น 2 ต้นทุนการใช้ชีวิตที่พุ่งสูง 3 หนี้ถ่วงอยู่ในครอบครัว ยิ่งภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ยิ่งไปจำกัดการซื้อการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะคนในระดับกลางลงล่าง

ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีคนตกงาน ปิดกิจการเพราะภาวะโรคระบาดโควิด 19

5 หนี้สาธารณะของรัฐบาล ในเดือนพฤศจิกายน ปี 64 มูลค่าหนี้อยู่ที่ 9.62 ล้านล้านบาท ถ้าตีเป็น % จะเฉียดที่ 60% ของเศรษฐกิจประเทศไทยหรือ 60% ของ GDP ในทางกฎหมายสามารถปรับเพดานหนี้ได้ที่ 70% เพราะเขามองว่าทุนสำรองระหว่างประเทศไทยแข็งแกร่ง การมีเงินดอลล่าสูงเนื่องจากมีการส่งออกค้าขายในหลายปีที่ผ่านมาเยอะ ถือได้ว่าตุนดิลล่าไว้เยอะ

ปริมาณทองคำในประเทศไทยมีจำนวนเยอะ เพราะปริมาณการซื้อสุทธิทองคำของประเทศเราอยู่ในอันดับต้นๆของโลก นั่นคือแบงค์ชาติบริหารความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจจากค่าเงินและเงินเฟ้อที่มองกาลไกลว่าจะมีปัญหา

เพราะฉะนั้น 2 ตัวนี้ทำให้โอกาสในการกู้หนี้ยืมสินยัคงพอต่อลมหายใจได้แต่การกู้หนี้เยอะเกินการคลังจะเป็นสิ่งที่

อันตรายมาก ซึ่งต้องดูจาการปล่อยเพดานเต็ม 70 % ช่วงระหว่างหนี้ของรัฐบาลต่อ GDP 60 ไปสู่ 70 % จะสั้นหรือเร็วเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักเศรษฐศาสตร์จะจับมาวิเคราะห์และวิจัยต่อไป

การท่องเที่ยวของประเทศไทย ปีนี้จะเป็นไปได้สวยเพราะมีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าทั้งคนไทยเที่ยวในประเทศทั้งต่างชาติเข้ามา น่าจะมีต่างชาติเข้ามาเกิน 3 ล้านคน แต่เมื่อเกิดวิกฤตสงครามยูเครน รัสเซีย ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวยูเครน รัสเซีย ตกค้างอยู่ที่ประเทศไทยจำนวนมาก ประมาณ 7000 คน เนื่องจากกลับบ้านไม่ได้ นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นอันดับ 4 ของรายได้และจำนวนหัวที่เข้าประเทศก่อนเกิดโควิด 19

ในปีก่อนเกิดโควิด19 นักท่องเที่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือ จีนแผ่นดินใหญ่ ตามด้วยอาเซียน มาเลซียและรัสเซีย

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันถ้าจะให้มีนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปเข้ามาก็เป็นไปได้ยากและผ่านช่วงไฮซีซี่นไปด้วย และถ้าจะมองไปถึงจนไฮซีซั่นช่วงปลายปีนี้จะมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเข้ามาในไทย

เราต้องการนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเพราะเขาจ่ายหนักอยู่นาน เป็นนักท่องเที่ยวกระเป๋าคุณภาพและเป็นเป้าหมายที่จะฟื้นเศรษฐกิจในไทยอีกด้วย แต่หลังจากเกิดวิกฤตยูเครน น่านฟ้าในยุโรปถูกตอบโต้โดยรัสเซียปิดไม่ให้ผ่าน 36 ประเทศ ในขณะเดียวกันกลุ่มสหภาพยุโรปก็ปิดน่านฟ้าของรัสเซียไม่ให้เข้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องบินต้องบินอ้อม หาเส้นทางใหม่ ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นักลงทุนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถ้าจะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยน่าจะยังคงอีกนานเพราะเงินรูเบิลของ รัสเซียอ่อนค่าลงไปถึง 30% มากเป็นประวัติกาล ลองคิดดูว่าถ้าจะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยและต้องมีเงินทุนเพิ่มถึง 30% เฉพาะค่าเงิน ยังไม่รวมค่าโดยสาร ค่าเที่ยวบิน

ถือได้ว่าการท่องเที่ยวของไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามยูเครน รัสเซีย ทำให้การฟื้นตัวของไทยเป็นไปได้ช้าขึ้น เดิมทีมีการคาดว่าจะมีการฟื้นตัวเร็วที่สุดคือปี 2023 แต่ถ้ายังเจอวิกฤตนี้ต่อไปมันก็จะลากนานยิ่งขึ้นนั่นหมายความว่ารายได้ 12-15% ของมูลค่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าเป้าช้าไปอีก 1-2 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อยสำหรับคนที่อยู่ในวงการท่องเที่ยว

การส่งออกในปีนี้

สำหรับปีที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นปีทองเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบความต้องการเฉพาะหน้าเนื่องจากมีหลายมาตรการของสหรัฐอเมริกาที่อัดลงไปเพื่อต้องการการฟื้นตัว เยียวยาและให้เศรษฐกิจเปิดได้และอยู่ร่วมกับโควิดได้ จนทำให้เศรษฐกิจของเขากลับมาเติบโตในรอบหลาย 10 ปี แต่นั้นคือมาตรการฉีดยาไม่ใช่ความแข็งแรงทางด้านเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกันเมื่อเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ลดมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างเช่นอเมริกา

ยุโรปก็มีการเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อใน 28 ประเทศของสหภาพยุโรปพุ่งแรง

ในขณะเดียวกันทางแถบเอเชียก็มีบางประเทศที่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพราะจอภาวะเงินเฟ้อที่มากที่สุดในหลายทศวรรษ แสดงว่าขึ้นดกเบี้ย ตัดมาตรการฉีดยากระตุ้น หมดเงินเยียวยาทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นการส่งออกของไทยในปีนี้ ทั้งเอกชนก็ดี จากทั้งหน่วยงานภาครัฐก็ดีจึงมีการตั้งเป้าสูงไม่ถึง 2 หลักจะอยู่ที่ 4-5% แต่ในปีก่อนสามารถไปถึงเลข 2 หลัก

และที่สำคัญวิกฤตของโควิดม รัสเซียยูเครน จะยิ่งทำให้ต้นทุนในการใช้จ่ายของสำหรับการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ค่าเฟด ค่าตู้ ปัญหาของน้ำมันแพง หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการปะทะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียเป็นประตูของยุโรปที่ไปเชื่อมต่อที่ฟินแลนด์ การขนส่งบนน่านฟ้าได้รับผลกระทบ ทั้งหมดจะทำให้การขนส่งในปีนี้มีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนในการดำเนินการ(24:48)

ปัจจัยศักยภาพทางการเมืองในประเทศไทย ซึ่งมีความเปราะบางอย่างมากโดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลและกำลังจะเข้าไปสู่ระยะ 4 ปีตามเงื่อนไข

เริ่มมีกระแสให้ขอการเลือกตั้งรวมถึงกลไกและวิะีการปรับเปลี่ยนการเลือกตั้ง

ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างนึงคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ในวงจรของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามยูเครน รัสเซีย

ในปี 2564 สินค้าทุกตัวมีราคาแพงเนื่องจากมีการกระตุ้นการ

ใช้มาตรการเศรษฐกิจเพื่อต้องการให้เศรษฐิจฟื้นเนื่องจากโควิด19 เพราะฉะนั้นเป้นการอัดฉีดทั้งยาและด้านดอกเบี้ยต่ำ ทั้งพิมพ์ดอลล่า ทั้งใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นได้เร็วที่สุดและแรงที่สุด

แต่ในขณะนี้ทุกอย่างจบแล้ว ทุกอย่างโตขึ้นมา

ราคาวัตถุดิบ ราคาของอาหารสัตว์ในปี 2564 มันมีราคาแพงขึ้นมารอรับแล้ว

แต่ในปี 2565 ในไตรมาสแรก ราคาสินค้า น้ำมันดิบแพง โลหะมีค่าแพง และรัสเซียถูกคว่ำบาทโดยนานาชาติ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ให้ดีที่สุด จะขึ้นอยู่กับการเมืองยูเครน รัสเซีย

และนาโต้ในยุโรป รวมถึงท่าทีของนานาชาติ ถ้ายืดเยื้อต่อไปจะเป็นปีที่ท้าทายมากๆ ในแง่การบริิหารต้นทุน มาตรการที่ไม่สามารถควบคุมได้

รัสเซียส่งออกข้าวสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบ 20% ของการส่งออกทั่วโลก ในขณะเดียวกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เขาก็มีการซื้อขายสูงถึง 19% ขแงตลาดโลก

ต้องยอมรับเลยว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลทางอำนาจของสินค้าโภคภัณฑ์วัตถุดิบ

หลายอย่างมากๆ

รัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตข้าวสาลี น้ำมันดิบ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง

พอมาเจอมาตรการคว่ำบาทของนานาชาติ เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดระบบชำระเงินของรัสเซียออกจากทั่วโลก แบนห้ามธนาคารกลางของรัสเซียไม่ให้ทำธุรกรรมกับธนาคารกลางอื่นได้ทั่วโลก

ปี 2565 ยังเป็นปีที่น่าเป็นห่วง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา