รายการ หมอขี้โม้ ซึ่งเราไม่ได้โม้อย่างเดียว แต่ เรามีคำตอบให้คุณ

เมื่อเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างหมุนไวขึ้น ธุรกิจอุตสาหกรรมสุกรพัฒนาอย่างรวดเร็วยิ่งเฉพาะทางฝั่งยุโรป ซึ่งบ้านเราเองก็กำลังพัฒนาให้เหมือนฝั่งยุโรป

แล้วทำอย่างไรให้อุตหกรรมสุกรในไทยและสัตวแพทย์ สามารถปรับตัวอยู่ได้ หลังจากเกิดโรค ASF

บทบาทของสัตวแพทย์ที่เปลี่ยนไป

  • ต่อไปฟาร์มหมูที่มีแม่ 500 ตัวขึ้นไปถูกบังคับให้เป็นฟาร์มมาตราฐาน ซึ่งจะต้องมีสัตวแพทย์คอยดูแลอยู่ทุกฟาร์ม ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เหมือนยุโรป
  • เมื่อต่อไปฟาร์มจะมีมาตราฐานมากขึ้นทำให้บทบาทสัตว์แพทย์จะถดถอยลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องปรับคือการที่สัตวแพทย์ต้องไปทำงานตามประเทศรอบๆ ที่เขายังกำลังพัฒนาอยู่

บทบาทของวงการอุตสหกรรมปศุสัตว์

  • ต้องเน้นขาย Technical ที่ถูกต้อง ซัพพอร์ตรายละเอียดของ Product และคอยช่วยแก้ปัญหาเมื่อฟาร์มเจอปัญหาที่สัตวแพทย์ไม่สามารถแก้ได้
  • ขาย Product ที่ฟาร์มจำเป็นต้องใช่
  • บทบาทของภาคอุสหกรรมที่ขายยาที่ผสมอาหารหรือยาฉีดจะถูกลดบทบาทลงเพราะฟาร์มจะมีมาตราฐานมากขึ้น มีสัตวแพทย์คอยดูแลมากขึ้น
  • เซลล์จะต้องมีทั้ง relation และ technical ที่ติดตัว

จุดที่จะเข้าเปลี่ยนแปลงวงการนี้เลยคือ การใช้ Autogenous vaccines แทนการใช้ Antibiotic ในการรักษาโรค

ซึ่งจะทำให้วงการอุตหกรรมและสัตวแพทย์ในประเทศไทยเปลี่ยนแปลง

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าตอนนี้เราน่าจะเห็นภาพชัดๆแล้วว่าทิศทางหรือแนวโน้มของสถานการณ์ และได้ความรู้จัดเต็ม พร้อมวิธีการทิศทางที่จะเดินต่อไปในอนาคต หากเราไม่เริ่มเปลี่ยนวันนี้แล้วเราจะอยู่รอดกันได้อย่างไร

#หมอขี้โม้ Ep.4 จัดเต็ม! วิธีการปรับตัวให้อยู่รอดโดย รศ.นสพ.กิจจา อุไรรงค์

โรค AFS เป็นการเร่งปฎิกิริยา 🧪

การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดให้เร็วขึ้น

จึงต้องทำให้

✅ ฟาร์มมีมาตราฐาน

✅ รวมถึงสัตว์ต้อง มีสุขภาพที่ดี

✅ โรคน้อย

   บริษัทที่จะอยู๋ได้คือบริษัทที่

💥มี Product ตอบโจทย์

💥มี Techinical ที่ทันต่อเหตุการณ์

บริษัทที่จะอยู๋ได้คือบริษัทที่

💥มี Product ตอบโจทย์

💥มี Techinical ที่ทันต่อเหตุการณ์

การใช้

✅Autogenous vaccines แทนการใช้ Antibiotic

ถ้าสามารถทำได้จะเป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ‼️

รศ.นสพ.กิจจา อุไรรงค์

ผู้ก่อตั้งทีมวิชาการ “หมอหมู” เกษตรศาสตร์